ฟุตบอลไทยลีกจะได้กลับมาเตะกัน (อีกครั้ง) แน่นอนแล้ว

ก็เพิ่งจะรู้เหมือนกันว่าขั้นตอนการ พิจารณา ถ้าหากผ่านจาก ศบค.ชุดเล็กแล้ว บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องไปถึง ศบค.ชุดใหญ่ ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อพิจารณาก็ได้

(ดูได้จากกรณีของฟุตบอลไทยลีกเป็นตัวอย่าง)

แต่ก็เอาเป็นว่าทุกอย่างผ่านพ้นตามขั้นตอนกระบวนการ

ที่สำคัญมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบ และรับรู้กันแล้ว จากนี้ก็เดินหน้ากันไปได้เต็มที่ โดยไม่ต้องมีอะไรมาทำให้กังวลกันอีก

เท่าที่ทราบมาตรการต่างๆที่สมาคมกีฬา ฟุตบอลฯ ส่งไปให้ ศบค. ชุดเล็กพิจารณาก่อนได้รับไฟเขียวนั้น ก็อาทิ การฉีดวัคซีนให้กับบุคลากร

ที่เกี่ยวข้อง และการแข่งขันแบบปิด (ไม่มีคนดู) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หลักใหญ่ใจความคงเน้นหนักไปใน เรื่องของสถานที่แข่งขันมากกว่า

จึงเป็นที่มาตามรายงานข่าวที่ว่า ทีมที่อยู่ในจังหวัดควบคุมพื้นที่สีแดงเข้ม จะต้องหาสนามอื่นมาใช้แทนในเกมเหย้า ซึ่งทีมในไทยลีก 1 ได้แก่ ท่าเรือ, เทโร, ชลบุรี, นครราชสีมา มาสด้า, เมืองทอง, บีจี, แบงค็อก, พีที ประจวบ, ราชบุรี มิตรผล, สมุทรปราการ ซิตี้, สุพรรณบุรี เอฟซี

ส่วนทีมที่อยู่ในจังหวัดควบคุมพื้นที่สีแดง หรือสีอื่นๆ สามารถใช้งานสนามเหย้าของตัวเองได้ ประกอบด้วย บุรีรัมย์, เชียงราย, เชียงใหม่, หนองบัว พิชญ, ขอนแก่น ยูไนเต็ด

แม้จะมีทีมที่ได้เปรียบ แต่ก็เชื่อว่าทีมที่เสียเปรียบเองก็อยากให้การแข่งขันเกิดขึ้นให้เร็วที่สุดเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวเป็นแผนงาน ที่จะใช้แค่เดือน ก.ย.นี้เท่านั้น ส่วนเดือน ต.ค.หรือเดือนต่อๆไป ก็อาจจะมีการปรับเปลี่ยนแผนเพิ่มหรือลดความเข้มข้นก็ได้ ตามสถานการณ์โควิด-19 ณ ห้วงเวลานั้นๆ

ในขณะเดียวกันแฟนบอลก็ได้รับข่าวดี เมื่อ “เอไอเอส” (AIS) ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ประกาศคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีก 1–3, เอฟเอคัพ และลีกคัพ รวมถึงฟุตบอลทีมชาติไทย และฟุตซอลทีมชาติไทย รวมแล้วมากกว่า 600 แมตช์
แถมให้ดูกันฟรีๆ แบบไม่มีค่าใช้จ่ายอีกต่างหาก

ว่ากันว่า AIS รวบลิขสิทธิ์ทั้งหมดได้ด้วยการเหมาจ่ายเงินค่าสัญญาครั้งนี้ราว 400-500 ล้านบาท

ถ้าเป็นตามนั้นจริงก็ต้องถือว่าเป็นราคาแบบฉันมิตร เพราะถูกกว่าตอนที่ “ทรูวิชั่นส์” เจ้าของลิขสิทธิ์เดิมซึ่งต้องใช้เงินระดับพันกว่าล้านในการได้มา แถม ตอนนั้น “ทรู” ได้แค่ฟุตบอลลีกเพียงอย่างเดียวเพียวๆด้วย

ในมุมของธุรกิจ คงต้องบอกว่า AIS ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการซื้อ เนื่องจากได้มาด้วย ราคาที่แสนถูก ขณะเดียวกันก็ต้องบอกว่าสมาคม กีฬาฟุตบอลฯ ล้มเหลวในการขายลิขสิทธิ์ เพราะมูลค่าที่ได้ลดลงกว่าเดิมเกินครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ

คหสต. (ความเห็นส่วนตัว) ในมุมมองของแฟนบอลเองมองว่า จะทำอะไรก็ทำเถอะ มันไม่มีอะไรที่จะแย่ลงไปกว่าสถานการณ์เช่นนี้อีกแล้ว

ที่สำคัญต้องเริ่มต้นให้เร็วที่สุด แม้ยังไม่รู้ว่าปลายทางจะเป็นเช่นไร

แน่ล่ะ…สโมสรต่างๆคงต้องไปวัดดวงเอา

ข้างหน้าเรื่องเงินสนับสนุนว่าจะได้มาเท่าไหร่ รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ จะบานเบอะออกไปขนาดไหน

แต่มันก็ยังดีเสียกว่านอนจมกองเลือด รอความตายอยู่เฉยๆ จริงหรือไม่

ดิ้นได้ก็ต้องดิ้นกันไป

บอลไทยยุคนี้!

CATEGORIES
Share This